KMUTNB

 

กระบวนการให้คำปรึกษา (Counseling Process)

เทคนิคที่สำคัญๆของการให้คำปรึกษาแบบเกสตอล พอสรุปได้ดังนี้

  1. 1. ฝึกการใช้ภาษาเพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับความรู้สึกและการกระทำของตนเอง โดยผู้ให้คำปรึกษาใช้เทคนิคดังนี้
    1.    1.1 การให้ผู้มารับคำปรึกษาใช้สรรพนามแทนตนเองตรงๆ (Personalizing Pronouns)

 จะช่วยย้ำให้ผู้มารับคำปรึกษารับรู้ว่าตนเองคิด พูดและมีความต้องการอย่างไร และรับผิดชอบต่อการพูด ความรู้สึกและการกระทำของตนเอง บุคคลมักชอบปิดบังความรู้สึก ความต้องการที่แท้จริของตนเอง โดยมักพูดว่า “ใครๆก็คงรู้สึกไม่อยากต่อสู้กับปัญหาแบบนี้” การรู้สึกไม่อยากต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย แต่การเอ่ยลอยแบบนี้เป็นการเลี่ยงที่จะรับรู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างนั้น ผู้ให้คำปรึกษาจะกระตุ้นให้ผู้มารับคำปรึกษาพูดออกมาตรงๆ ตัวอย่างเช่น

สถานการณ์

ผู้รับคำปรึกษา : ใครๆก็คงรู้สึกไม่อยากต่อสู้กับปัญหานี้

ผู้ให้คำปรึกษา :  ใครๆในที่นี้ คุณคงหมายถึงตัวคุณให้ลองพูดประโยคเมื่อกี้ใหม่ว่า “ฉันรู้สึกไม่อยากต่อสู้กับปัญหาแบบนี้”

(เมื่อผู้มารับคำปรึกษาพูดแล้ว ผู้ให้คำปรึกษารับฟังและสังเกตลักษณะน้ำเสียง ท่าทางที่พูด แล้วถามว่าเมื่อพูดอย่างนั้นแล้ว เขารู้สึกอย่างไรบ้าง)

   1.2   เปลี่ยนคำถามให้เป็นประโยค (changing questions to statement)

                ผู้ให้คำปรึกษาแบบเกสตอลจะไม่พยายามตอบคำถามที่ผู้มารับคำปรึกษาถามขึ้นโดยคำถามนั้นใช้ เพื่อเลี่ยงการรับรู้หรือการกล่าวถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง แต่จะกระตุ้นให้ผู้มารับคำปรึกษารับรู้ความรู้สึกความต้องการแท้จริงที่ตัวเองมีอยู่และพูดออกมาในลักษณะของประโยคบอกเล่า ตัวอย่างเช่น

ผู้รับคำปรึกษา : เราจะต้องเรียนเพิ่มในวันอาทิตย์ด้วยหรือครับ?

ผู้ให้คำปรึกษา :  คุณต้องการจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรกันแน่ จากการใช้คำถามนั้น

ผู้รับคำปรึกษา : ผมไม่อยากเรียนเพิ่มในวันอาทิตย์ครับ ผมคิดว่าไม่จำเป็น

   1.3  เน้นความรับผิดชอบ (Responsibity) โดยทั่วๆไปบุคคลมักชอบเสี่ยงความรับผิดชอบ โดยการบอกตัวเองว่าทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงมัก “ไม่ทำ” หรือ “ไม่อยากทำ” มากกว่าจะทำไม่ได้ ตัวอย่างเช่น

ผู้รับคำปรึกษา : ผมไปเรียนไม่ได้ ผมทนเบื่อไม่ได้

ผู้ให้คำปรึกษา :  คุณไปเรียนไม่ได้หรือคุณไม่ได้ไปเรียน เพราะคุณรู้สึกเบื่อจนไม่อยากทน

ผู้รับคำปรึกษา : ผมไม่ได้ไปเรียน เพราะผมรู้สึกเบื่อจนไม่อยากทน

                นอกจากนี้ผู้ให้คำปรึกษา อาจให้ผู้มารับคำปรึกษาพูดว่า “ผมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนี้” ต่อท้ายประโยคของการตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งต่างๆ เช่น “ผมตัดสินใจเลือกที่จะไม่ร่วมกิจกรรมต่อไป ผมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนี้” “ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง แต่ฉันยังไม่อยากหาวิธีแก้ไขความรู้สึกนี้ ฉันรับผิดชอบต่อความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ฉันมี”

 

  1. 2. ฝึกผู้มารับคำปรึกษาให้รับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆที่ตนเองมี ทั้งในส่วนที่เป็นความรู้สึก ความต้องการที่แท้จริงของตนเอง โดยไม่พยายามปฏิเสธกับส่วนที่เป็นตนตามอุดมคติที่เรียกร้องให้กระทำตามค่านิยมของสังคม เทคนิคที่จะทำให้การรับรู้นี้กระจ่างมี อาทิ

   2.1   เกมการพูดโต้ตอบด้วยตนเอง (Games of Dialoque) ผู้ให้คำปรึกษาสังเกตภาษา ท่าทางของผู้มารับคำปรึกษา เช่น ในขณะที่ผู้มารับคำปรึกษาเล่าเรื่องต่างๆ มือซ้ายบีบมือขวาแน่น ผู้ให้คำปรึกษาก็ให้ผู้มารับคำปรึกษาถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนเองอย่างแท้จริงไปที่มือซ้าย แล้วถ่ายทอดความรู้สึกที่เฝ้าบอกตนเองว่า ควรจะ (should do) แต่ไม่ใช่ความต้อการที่แท้จริงไปที่มือขวา แล้วให้มือซ้ายพูดจาโต้ตอบกับมือขวา เช่น กรณีปัญหาของสมศรีที่ไม่อยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา อยากทำงานในบริษัทของญาติ แล้วพยายามเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ แต่พ่อแม่อยากให้เรียนต่อ สมศรีรู้สึกสับสน ขัดแย้งกันภายในตนเอง ผู้ให้คำปรึกษาก็ให้สมศรีถ่ายทอดความรู้สึกที่ต้องการทำงานลงไปที่มือซ้าย แล้วถ่ายทอดความรู้สึกที่เรียกร้องให้ตนเองทำตมความต้องการของพ่อแม่ เพื่อการเป็นลูกที่ดีลงไปที่มือขวา แล้วให้มือซ้ายโต้ตอบกับมือขวา เทคนิคนี้จะช่วยให้สมศรีเกิดความกระจ่างถึงความรู้สึกของตนเอง รับรู้ความรู้สึกที่เป็นส่วนของ “Top dog” คือ ความรู้สึกที่ว่าควรจะทำกับความรู้สึกที่ตนเองต้องการจริงๆ ในส่วนของ “under dog”ได้ โดยไม่พยายามปฏิเสธ ความขัดแย้งก็จะลดลง ความวิตกกังวลก็จะหมดไป สามารถตัดสินใจเลือกได้ด้วยตนเองและรับผิดชอบต่อการเลือกนั้น โดยไม่รู้สึกว่าผู้อื่นมาบงการชีวิตของตัวเอง

   2.2   การใช้เทคนิคเก้าอี้ว่างเปล่า (The empty Chair Technique) เป็นเทคนิคที่ช่วยทำให้การรับรู้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันภายในตัวของผู้มารับคำปรึกษากระจ่างขึ้น โดยผู้ให้คำปรึกษาใช้เก้าอี้ 2 ตัวตั้งประจันกัน แล้วให้ผู้มารับคำปรึกษาแสดงบทบาทและคำพูดที่เป็นส่วนของความต้องการที่แท้จริง เมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พูดไปที่เก้าอี้ที่ว่างเปล่าที่เป็นส่วนของความรู้สึกตามอุดมคติ ที่บอกว่าตนเองควรจะทำอย่างไร แล้วให้ผู้มารับคำปรึกษาย้ายไปนั่งที่เก้าอี้ตรงกันข้ามและสวมบทบาทเป็นส่วนของความรู้สึกตามอุดมคติที่ขัดแย้งอยู่แล้วโต้ตอบกลับไป เทคนิคนี้จะช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษาเข้าใจความรู้สึกทั้งสองอย่างที่ตนเองมีอยู่ได้กระจ่าง ไม่ต้องพยายามกดหรือปฏิเสธความรู้สึกที่มีอยู่

                ยกตัวอย่างเช่น กนกมีความรู้สึกว่าช่วยตนเองไม่ได้ ไม่เคยกล้าโต้แย้งคุณแม่ไม่ว่ากรณีใดๆ เมื่อคุณแม่บังคับให้เลือกแผนการเรียนที่จะไปเรียนต่อแพทย์ กนกก็ไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆที่ตัวเองไม่ชอบ กนกมักคร่ำครวญว่า “คุณแม่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของหนู” “หนูกลัวคุณแม่มาก”

                ผู้ให้คำปรึกษาก็ให้กนกแสดงบทบาทของกนกที่อ่อนแอ ไม่กล้าโต้แย้งและพูดระบายความรู้สึกออกมาเมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พูดกับเก้าอี้ที่ว่างเปล่า เป็นการพูดกับส่วนที่พยายามขัดแย้งและส่วนที่พยายามเป็นตัวเอง แล้วให้กนกย้ายไปนั่งเก้าอี้ตรงกันข้าม พร้อมทั้งแสดงบทบาทที่เข้มแข็ง ต้องการเป็นตัวของตัวเองและพูดจาชี้แจงกับส่วนที่อ่อนแอนั้น กลังจากนั้นผู้ให้คำปรึกษาอาจใช้คำถามกระตุ้นให้กนกรับรู้เกี่ยวกับตนเองมากขึ้นว่า “อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวคุณ ถ้าคุณกล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองกับคุณแม่”

  1. 3. ฝึกผู้มารับคำปรึกษาให้ใช้จินตนาการ (Fantasy games) เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษาตระหนักถึงความต้องการของตนเอง โดยฉาย (project) ความรู้สึกความต้องการนั้นไปยังสิ่งอื่น แทนที่จะถูกถึงแต่ตัวเองตรงๆ ซึ่งบางครั้งการพูดถึงความรู้สึกของตนเองตรงๆ บุคคลอาจเกิดความลำบากใจที่จะระบายความรู้สึกนั้นออกมา จึงต้องใช้จินตนาการเข้าช่วยให้บุคคลเข้าใจตนเอง ตัวอย่างเช่น

“ให้ลองหลับตา ผ่อนคลายตัวเองให้สบาย สมมติว่าคุณกำลังยืนดูรูปปั้นรูปหนึ่งอยู่ ซึ่งเป็นรูปปั้นตัวคุณเอง ลองจินตนาการดูซิว่า ถ้ารูปปั้นมีชีวิต รูปปั้นจะเป็นอย่างไร มีความต้องการอะไรบ้างและสภาพแวดล้อมที่รูปปั้นอยู่เป็นอย่างไร”

                นอกจากนี้ผู้ให้คำปรึกษาอาจให้ผู้มารับคำปรึกษาจินตนาการตัวเองเป็นต้นไม้ ดอกไม้ เครื่องใช้ต่างๆ โดยพิจารณาตามความเหมาะสม

  1. 4.  เทคนิคการแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้าม (Reversal Technique) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้บุคคลที่มีบุคลิกภาพสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เช่น ต้องแสดงตนดีงามถูกต้องอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็มีความวิตกกังวลกลัวส่วนที่ไม่ดีงามจะปรากฏ ผู้ให้คำปรึกษาใช้เทคนิคนี้ต่อผู้มารับคำปรึกษาที่มีบุคลิกภาพดังกล่าว ให้เขาแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้าม แสดงบทบาทเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ดุร้ายเอาแต่ใจตนเองหรือผู้ให้คำปรึกษาอาจใช้วิธีการ เช่น สาบให้ผู้มารับคำปรึกษาเป็นแม่มดผู้มีอำนาจชั่วร้าย แล้วให้เขาแสดงบทบาทแม่มดที่ชั่วร้าย การได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมที่บุคคลต้องบังคับควบคุมตนเองให้แสดงอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้บุคคลตระหนักถึงส่วนของความรู้สึกที่ตนมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง โดยไม่พยายามปฏิเสธและเก็บกดเอาไว้ กล้าที่จะแสดงบุคลิกภาพทั้งสองแบบตามความเหมาะสม ดังนี้ Passons (1975) กล่าวว่าบุคคลจะไม่รู้สึกยินดีกับความกล้าหาญ ถ้าเขาไม่ยอมรับรู้ส่วนของความอ่อนแอที่เขามีอยู่ด้วย
  2. 5. เกมการซ้อมบท (The Rehearsal Game) เป็นเกมที่ช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษา ได้ใช้พลังงานอยู่กับสภาวะปัจจุบันอย่างเต็มที่ บุคคลส่วนมากมักจะวิตกกังวลถึงบทบาทที่ตนต้องแสดงในอนาคต เช่น การออกไปพูดหรืออภิปรายความคิดเห็นในที่ชุมชน ครูที่ต้องออกไปสอนหน้าชั้น ฯลฯ มักจะใช้พลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการคาดคะเนว่า ตนเองแสดงบทบาทอย่างไรเมื่อต้องออกไปทำหน้าที่นั้นๆ ทำให้ไม่สามารถรับรู้สภาะปัจจุบันได้เต็มที่ เพื่อลดความวิตกกังวล ผู้ให้คำปรึกษามารับคำปรึกษาซ้อมบทบาท หรือแสดงบทบาทที่ตนคิดไว้ออกมาจริงๆเลย
  3. 6. เกมการแสดงเกินกว่าเหตุ (The Exaggeration Game) เป็นเกมที่ช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษารับรู้ถึงสัญลักษณ์ทางภาษาร่างกาย (body language) ที่สื่อออกมา เช่น ผู้มารับคำปรึกษาที่เล่าถึงความเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียคุณแม่ขณะที่เล่าก็กระดิกเท้าไปมา ผู้ให้คำปรึกษาก็ให้ผู้มารับคำปรึกษากระดิกเท้ามากขึ้น แล้วระบายความรู้สึกที่เกี่ยวกับการกระดิกเท้าออกมา หรือผู้ให้คำปรึกษาที่พูดไปหัวเราะไปเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองผิดหวัง ผู้ให้คำปรึกษาก็บอกให้ผู้มารับคำปรึกษาหัวเราะดังๆ หัวเราะให้มากขึ้น แล้วระบายความรู้สึกออกมาเกี่ยวกับอาการหัวเราะนั้น
  4. 7. การแสดงบทบาทที่กล่าวโทษผู้อื่น (Playing the Projection) เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษาตระหนักถึงความรู้สึกไม่ดีภายในตนเอง ที่ตนเองไม่กล้ายอมรับ แต่มักจะไปคอยจับผิดและกล่าวโทษผู้อื่นว่า คนอื่นมีส่วนที่ไม่ดีนั้นๆ เช่น ผู้มารับคำปรึกษาที่รู้สึกไม่ไว้วางใจตนเอง ไม่อยากรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็มักจะมองว่าผู้อื่นไม่รับผิดชอบ ไม่น่าไว้วางใจคอยกล่าวโทษ จับผิดผู้อื่นในเรื่องนี้และมักพูดว่า “ฉันไม่ไว้ใจว่าคนอื่นจะยอมเสียสละให้” ผู้ให้คำปรึกษาก็ขอให้ผู้มารับคำปรึกษาแสดงบทบาทเป็นบุคคลผู้ไม่ไว้วางใจต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้มารับคำปรึกษาได้สำรวจและทำความเข้าใจต่อส่วนที่ตนเองมีอยู่ แต่ไม่ยอมรับและมักจะสะท้อนไปเห็นว่าผู้อื่นมี จึงชอบกล่าวโทษผู้อื่น การช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษาตระหนักว่าตนเองมีความรู้สึกนั้นๆ จะช่วยให้เขารับผิดชอบและพยายามปรับปรุงแก้ไขหรืออยู่กับส่วนนั้นในตัวเขาให้ได้โดยไม่กล่าวโทษผู้อื่น
  5. 8. ฝึกให้ผู้มารับคำปรึกษาเพ่งรับรู้อยู่ที่ความรู้สึกของตนเอง (Staying with the Felling) ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้มารับคำปรึกษารับรู้ความรู้สึกของตนเองในสภาวะปัจจุบันให้ได้ ให้ผู้มารับคำปรึกษากล้าเผชิญกับความรู้สึกนั้น โดยไม่เลี่ยงหนี ไม่รีบกระโดดข้ามไปเรื่องอื่นโดยเร็ว เพราะไม่อยากเผชิญกับความรู้สึกนั้น ความรู้สึกที่ผู้มารับคำปรึกษาไม่อยากสัมผัสและรับรู้มักเป็นความรู้สึกคั่งค้างต่อประสบการณ์ต่างๆในอดีตที่ยังมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรมในปัจจุบัน เช่น อารมณ์ความเศร้าสะเทือนใจ ความเจ็บปวด และบางครั้งอาจเป็นความรู้สึกทางด้านบวกที่ไม่กล้าแสดงออกมา